" Nil'or, ni la grandeur ne nous rendent heureux "

ทองและความยิ่งใหญ่ไม่สามารถทำให้เรามีความสุขได้ -สุภาษิตฝรั่งเศส-

Saturday, August 9, 2008

The Mice Countdown - เมื่อเมาส์มรณา



เกือบ 40 ปีมาแล้วที่เราได้ใช้เมาส์กันมาแต่บริษัทวิจัยชื่อดังได้ออกมาบอกว่าวันเวลาของเมาส์นั้นใกล้หมดลงทุกที นัก วิเคราะห์ของ Gartner ได้ทำนายว่าเมาส์นั้นจะต้องมีอันเป็นไปภายในระยะเวลา 3-5 ปี โดยที่อุปกรณ์ประเภท Touch Screen และ ระบบรู้จำใบหน้า จะก้าวเข้ามาเป็นตัวแสดงแทน

Steve Prentice นักวิจัยได้กล่าวว่า "เมาส์นั้นทำงานได้ดีเมื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะแต่เมื่อต้องมาข้อง เกี่ยวกับระบบ Home entertainment หรือ Laptop นั้นมันจบแล้ว"

เขา ได้บอกกับทางสำนักข่าวบีบีซีเกี่ยวกับการทำนายของเขาว่ามันถูกขับเคลื่อน จากการที่บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ Consumer Electronics เริ่มที่จะทำให้ส่วนติดต่อกับผู้ใช้งานนั้นมีความสามารถที่เก่งขึ้นมาก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจจากโลกของการเล่นเกมส์

" มันสามารถจะจำหน้าคุณได้ว่าคุณนั้น คือ คุณตัวจริง แล้วมันจึงแสดงเมนูบนจอทีวีที่เป็นรูปแบบของคุณ คุณสามารถเลือกเมนูต่าง ๆ ได้ตามต้องการเพียงการขยับมือ" เขากล่าวเสริม

"Sony Canon และผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับการถ่ายภาพนั้นกำลังใช้ระบบจำใบหน้าของคุณในแบบ Realtime และสามารถจำคุณได้ถึงแม้คุณจะยิ้มอยู่ก็ตาม"

" คุณจะได้สัมผัสกับระบบที่เร้าใจมากยิ่งขึ้นเมื่อคุณ เพียงใส่อุปกรณ์บนหัวแล้วทำการควบคุมคอมพิวเตอร์ได้ด้วยการคิด โดยที่อุปกรณ์นี้จะเข้ามาตีตลาดในเดือนกันยายนนี้"



"การที่เมาส์จะหมดค่านั้นดูเหมือนว่าจะเป็นการพูดเกินจริงไปหน่อย" Rory Dooley รองประธานอาวุธโส และผู้จัดการทั่วไปของ Logitech แย้ง

Logitech นั้นเป็นผู้ผลิตที่เมาส์และคีย์บอร์ดที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดย 20 ปีที่ผ่านมาขายไปแล้วกว่า 500 ล้านชิ้นสำหรับเมาส์ "นี่เป็นเพียงสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเมาส์มีความสำคัญเพียงใด" แต่ เขาก็เห็นด้วยกับการที่ปัจจุบันนี้ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์สามารถที่จะโต้ตอบ กับคอมพิวเตอร์ได้หลายทางกว่าแต่ก่อน และสิ่งใหม่ ๆ ที่ออกมานั้นก็หลายชิ้นก็มาจากบริษัทของเขาเอง

"คนเริ่มมีการพูดถึง Convergence มาได้พักใหญ่แล้ว ทุกวันนี้ทีวีทำงานเสมือนดั่งคอมพิวเตอร์ และคอมพิวเตอร์ก็ไม่ต่างจากทีวีเท่าไหร่"

ความดัง

เมาส์ นั้นถูกคิดค้นโดย Dr. Douglas Engelbart ในขณะที่ทำงานให้กับสถาบันวิจัย Stanford โดยที่เขาไม่ได้รับค่าตอบแทนเลยเนื่องจากสิทธิบัตรของเขาหมดอายุลงในปี 1987 ก่อนที่การปฏิวัติของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะจะทำให้เมาส์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เสียอีก

"การสร้าง เทคโนโลยี การศึกษา ข้อมูลข่าวสาร ทั้งหลายทั้งปวงนั้นล้วนแล้วแต่กระทำผ่านบราวเซอร์และการที่เราใช้มันจนคุ้น เคยนั้น จะอะไรอีกถ้าไม่ใช่เพราะ เมาส์"



กำแพง

ว่าแต่เมื่อไหร่กันล่ะที่เราเพียงโบกมือในอากาศ หรือ ทำหน้าทำตายังอุปกรณ์อ่านภาพเคลื่อนไหวแบบฝังตัว ?
Mr.Prentice จาก Gartner ได้กล่าวว่า ตอนนี้หลายล้านคนได้ทำสิ่งเหล่านั้นแล้ว ต้องขอบคุณเครื่องมือต่าง ๆ เช่น Nintendo Wii และ สมาร์ทโฟนเช่น iPhone

"กับ Wii เมื่อคุณชี้และส่ายมันก็จะสั่นกลับเป็นการโต้ตอบแบบสองทาง"


" ส่วนสมาร์ทโฟนสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ iPhone นั้นคุณสามารถที่กลไกที่สามารถกระดกได้ หรือ เมื่อคุณเขย่ามันก็จะสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้"
"เช่นกัน Multi-touch interface ก็เก่งกาจและยืดหยุ่นมากกว่าแต่ก่อน โดยที่สามารถ Zoom in เลื่อนไปมาอย่างรวดเร็ว หรือ ย่อภาพได้"

ถึงแม้จะต้องเศร้าโศกเสียใจให้กับการที่เมาส์กำลังจะจากไป แต่ Mr.Prentice ได้ยอมรับว่าคีย์บอร์ดยังคงอยู่ยั้งยืนยงต่อไปในอนาคต
" มันไม่ใช่อย่างที่คิด คีย์บอร์ดจะยังคงเป็นอุปกรณ์รับข้อมูลตัวอักษรต่อไป มันไม่ง่ายนักหรอกที่จะมีอะไรมาแทนที่มัน แต่ความคิดที่จะใช้ คีย์บอร์ดและเมาส์ในการติดต่อกับคอมพิวเตอร์นั้นเป็นพาราดาม (Paradigm) ที่ผมกำลังพูดถึงการจบตัวลง"

ที่มา : BBC

No comments: