
Credit : hitecht3ch.com
เหล่า กูรูด้านความปลอดภัยได้เตือนในงาน The Last HOPE hacker confernce จัดขึ้นในนิวยอร์คว่า การใช้งานโน๊ตบุ๊ค bluetooth โทรศัพท์มือถือ บัตรเครดิต หรือ แม้กระทั่ง passport (ซึ่งมี RFID เป็นตัวเก็บข้อมูลภายใน) ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงต่อการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัวได้
Wi-Fi
ทุก วันนี้เราก็ทราบกันดีว่าต้องระวังให้มากเมื่อต้องใช้งาน Wi-fi ตาม Hotspots (จุดให้บริการ Wi-fi) ที่ไม่ได้ทำการเข้ารหัสการใช้งานซึ่งง่ายต่อการทำไม่ดีไม่ร้ายกับเราเช่น ของขโมยข้อมูลส่วนตัว ได้หน้าเว็บหรือข้อมูลปลอม หรืออาจถึงขั้นเป็น Zombie (เครื่องที่ถูกใช้ในการทำผิดของแฮกเกอร์) และแม้กระทั่งบนเครื่องบินแค่คุณลืมปิด Wi-Fi ก็อาจถูกใครบางคนบนนั้นจัดการได้ง่าย ๆ RenderMan ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยแนะนำว่าควรปิด Wi-Fi เมื่อเราไม่ต้องการใช้งานและใช้ VPNs(Vitual Private Network) รวมทั้งติดตั้ง Firewall
Bluetooth
ส่วน Bluetooth ก็ไม่ได้ด้วยไปกว่ากันเลยตรงที่หลาย ๆ คนไม่ได้เปลี่ยน default pin ซึ่งง่ายต่อการแฮกมาก ผลอาจเป็นได้ตั้งแต่ ถูกขโมยข้อมูล โทรโดยเจ้าของไม่รู้ตัว ดักฟัง หรือ ตัดการสนทนาได้เลย
สำหรับวิธีแก้ใน Bluetooth คือให้เปลี่ยน Default pin ปิดเมื่อไม่ได้ใช้ และจำกัดการเข้าถึงข้อมูลและโปรแกรมผ่านทาง bluetooth
RFID (Radio Frequency Identification)
ทาง รัฐบาลสหรัฐได้พยายามที่จะบรรเทาจุดเสี่ยงของ RFID ด้านการเข้ารหัส โดยจะใส่แผ่นโลหะไว้ที่หน้าและหลังของ passport แต่เมื่อใส่แผ่นโลหะเข้าไปแล้ว เมื่อเปิดมันก็กว้างพอที่ RFID reader จะดูดข้อมูลมาและทำสำเนาได้อยู่ดี ซึ่งวิธีการดูดนี้ก็มีการสาธิตให้ชมในงาน ได้มีงานวิจัยที่พิสูจน์ให้เห็นถึงช่องโหว่มากมายของ RFID จนทำให้บริษัทผู้ผลิตชิปในฮอลแลนด์ฟ้องร้องทางมหาวิทยาลัยแต่มีคำตัดสินออก มาว่า งานวิจัยนั้นสามารถที่จะเผยแพร่สู่สาธารณะได้
สำหรับวิธีแก้นั้นอาจเราอาจจะต้องห่อ passport ด้วยแผ่นฟลอยไปก่อน
ซึ่ง RFID ดังกล่าวในเมืองไทยเราก็กำลังเป็นที่นิยมเสียด้วย...
Wi-Fi
ทุก วันนี้เราก็ทราบกันดีว่าต้องระวังให้มากเมื่อต้องใช้งาน Wi-fi ตาม Hotspots (จุดให้บริการ Wi-fi) ที่ไม่ได้ทำการเข้ารหัสการใช้งานซึ่งง่ายต่อการทำไม่ดีไม่ร้ายกับเราเช่น ของขโมยข้อมูลส่วนตัว ได้หน้าเว็บหรือข้อมูลปลอม หรืออาจถึงขั้นเป็น Zombie (เครื่องที่ถูกใช้ในการทำผิดของแฮกเกอร์) และแม้กระทั่งบนเครื่องบินแค่คุณลืมปิด Wi-Fi ก็อาจถูกใครบางคนบนนั้นจัดการได้ง่าย ๆ RenderMan ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยแนะนำว่าควรปิด Wi-Fi เมื่อเราไม่ต้องการใช้งานและใช้ VPNs(Vitual Private Network) รวมทั้งติดตั้ง Firewall
Bluetooth
ส่วน Bluetooth ก็ไม่ได้ด้วยไปกว่ากันเลยตรงที่หลาย ๆ คนไม่ได้เปลี่ยน default pin ซึ่งง่ายต่อการแฮกมาก ผลอาจเป็นได้ตั้งแต่ ถูกขโมยข้อมูล โทรโดยเจ้าของไม่รู้ตัว ดักฟัง หรือ ตัดการสนทนาได้เลย
สำหรับวิธีแก้ใน Bluetooth คือให้เปลี่ยน Default pin ปิดเมื่อไม่ได้ใช้ และจำกัดการเข้าถึงข้อมูลและโปรแกรมผ่านทาง bluetooth
RFID (Radio Frequency Identification)
ทาง รัฐบาลสหรัฐได้พยายามที่จะบรรเทาจุดเสี่ยงของ RFID ด้านการเข้ารหัส โดยจะใส่แผ่นโลหะไว้ที่หน้าและหลังของ passport แต่เมื่อใส่แผ่นโลหะเข้าไปแล้ว เมื่อเปิดมันก็กว้างพอที่ RFID reader จะดูดข้อมูลมาและทำสำเนาได้อยู่ดี ซึ่งวิธีการดูดนี้ก็มีการสาธิตให้ชมในงาน ได้มีงานวิจัยที่พิสูจน์ให้เห็นถึงช่องโหว่มากมายของ RFID จนทำให้บริษัทผู้ผลิตชิปในฮอลแลนด์ฟ้องร้องทางมหาวิทยาลัยแต่มีคำตัดสินออก มาว่า งานวิจัยนั้นสามารถที่จะเผยแพร่สู่สาธารณะได้
สำหรับวิธีแก้นั้นอาจเราอาจจะต้องห่อ passport ด้วยแผ่นฟลอยไปก่อน
ซึ่ง RFID ดังกล่าวในเมืองไทยเราก็กำลังเป็นที่นิยมเสียด้วย...
Credit : sfninja.com
ที่มา : cnet

No comments:
Post a Comment